สงคราแข้งพรีเมียร์ลีก ประจำฤดูกาล 2020-21 กำลังจะเปิดฉากฟาดเกือกกันในวันนี้แล้วนะครับ

และต่อไปคือเหตุผลที่กล่าวว่าทำไม ลีกสูงสุดของเมืองหลวงแห่งฟุตบอลคือสมรภูมิแข้งที่อุดมด้วยความเมามันเยอะที่สุดในเมืองมนุษย์
1. หงส์แดง vs แมนเชสเตอร์ ซิตี   ufa1688
ย้อนกลับไปในยุคหนึ่งของ Premier League  
ปีศาจแดง กับ ไอ้ปืนใหญ่ เคยเป็นคู่ขับเคี่ยวที่ห้ำหั่นกันอย่างถึงใจพระเดชพระคุณทั้งในและนอกสนาม (เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน vs อาร์แซน เวนเกอร์)
หลังต่อไปChelseaจากความมั่งคั่งและร่ำรวยของ โรมัน 
อบราโมวิช ก็สถาปนาตัวเองเป็นคู่ท้าชิงที่อันตราย
ศึก Premier League ระหว่างปี 2005 ถึง 2011 จึงมีเพียงแค่ 2 ทีมเท่านั้นที่ผลัดกันเป็นแชมป์
ฤดูกาล 2004-05Chelsea
ฤดูกาล 2005-06สิงห์สำอาง
ฤดูกาล 2006-07 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 
ฤดูกาล 2007-08 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 
ฤดูกาล 2008-09 Manchester United
ฤดูกาล 2009-10 เชลซี
ฤดูกาล 2010-11 ปีศาจแดง
กระทั่งการถูกหวยเบอร์ใหญ่จากอาบูดาบีของ  เรือฝบสีฟ้า
เพื่อนบ้านผู้น่ารำคาญของ Manchester United โผล่ขึ้นมาเขย่าบัลลังก์จนสั่นคลอน ก่อนที่อดีตมหาอำนาจฟุตบอลอย่าง หงส์แดง จะกลับชาติมาเกิดใหม่อีกครั้ง
2 ฤดูกาลล่าสุด แมนเชสเตอร์ ซิตี กับ หงส์แดงลิเวอร์พูล บดบี้แย่งชิงความสำเร็จกันแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน และน่าจะรวมถึงฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ด้วย
หลังคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของเมืองผู้ดีเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีได้สำเร็จ เข้าใจว่าแรงจูงใจของ "หงส์แดง" ย่อมลดลงไปตามธรรมชาติไม่ถึงขนาด "สิบล้อเบรคแตก" เหมือนซีซั่นที่แล้ว แถมพวกเขาไม่ได้ปรับปรุงทีมด้วยผู้เล่นใหม่ แต่กระนั้นมาตรฐานก็ยังคงสูงส่ง ขณะที่ Man City หลังเสียบัลลังก์ไป มั่นใจว่าพวกเขาต้องปรับปรุงทีมและซ่อมแซมส่วนที่สึกหลอพลางพยายามถีบตัวเองกลับมาอีกครั้งอย่างเน้นหนัก 
อัตราความสูสีของการแก่งแย่ง แข่งขัน ห้ำหั่น และเชือดเฉือนกันน่าจะกลับมา โดยไม่ขาดลอยเหมือนฤดูกาลที่แล้วแน่นอน
เหนือสิ่งอื่นใด
 Premier League ไม่มีการผูกขาดแชมป์เหมือนลีกอื่นๆ นะครับ
-ขอบอก
ลา ลีกา ของ สเปน มีแค่ บาร์ซ่า กับ ราชันชุดขาว ที่ผลัดกันเป็นแชมป์อยู่แค่ 2 ทีม
บุนเดสลีกา ของเยอรมัน – เสือใต้ ผูกขาดแชมป์แต่เพียงผู้เดียวไม่ต่างจาก กัลโช่ เซเรีย อา ที่ยังมองหาคู่ท้าชิงของ ม้าลายยูเวนตุส ไม่เจอ
ส่วน ลีก เอิง ของ ฝรั่งเศส หากย้อนกลับไปสักประมาณ 10 ปีที่แล้ว หลายสโมสรมีสิทธิ์คว้าแชมป์ ไม่ว่าจะเป็น ลียง, โอแซร์, ลีลล์, มงต์เปลิเย่ร์ และโมนาโก ก่อนที่ทีมรวมดาราอย่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง จะขึ้นครองความเป็นมหาอำนาจแต่เพียงผู้เดียว
แต่ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาของ Premier League มีแชมป์ที่แตกต่างกันถึง 5 ทีม คือ ปีศาจแดง, เชลซี, Man City, หงส์แดงลิเวอร์พูล และโดยไม่เว้นแม้แต่ เลสเตอร์ ซิตี้
นอกจากนี้ยังไม่เคยมีทีมใดในประวัติศาสตร์ที่ได้แชมป์ติดต่อกันเกิน 3 สมัยอีกต่างหาก
2. ม้ามืดอย่าง เชลซี
การยื้อแย่งตำแหน่งแชมป์ Premier League อาจเป็นเรื่องของ 2 ยอดทีมแห่งยุคนี้อย่าง หงส์แดงลิเวอร์พูล กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี แต่กรุณาอย่ามองข้ามพลพรรคเชลซีส์เป็นอันขาด 
 Stats กล่าวว่านับตั้งแต่ "เสี่ยหมี" เข้ามาเทคโอเวอร์ เมื่อ 18 ปีที่แล้ว -สิงห์สำอางเป็นแชมป์ Premier League  5 สมัยจากกุนซือ 3 คน – โชเซ่ มูรินโญ่ (3 สมัย), คาร์โล อันเชล็อตติ และอันโตนิโอ คอนเต้ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่ยึดติดกับตัวกุนซือสักเท่าไหร่ ใครก็สามารถช่วยให้สิงห์สำอางประสบความสำเร็จได้ ขณะที่การทุ่มทุนซื้อผู้เล่นใหม่ในฤดูกาลนี้ด้วยดาวเตะอย่าง ฮาคิม 
ซีเย็ช, ติโม แวร์เนอร์, ไค ฮาแวร์ตซ์, เบน ชิลเวลล์ และติอาโก้ ซิลวา ทำให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น 
เชลซี จึงมีโอกาสที่จะเป็น "ตาอยู่" เข้ามาสอดแทรกแบบย่องตอด…ก็…เป็น…ได้

3. การแย่งชิงพื้นที่ "ท็อปโฟร์"
นอกจากการแย่งแชมป์ที่น่าจะมีอัตราความมัน 80,000 ตีนถีบแล้ว ความสะเด่าไปเลยอีน้องของ Premier League ยังอยู่ที่การแย่งกันติด 1 ใน 4 ของตารางอีกด้วย
สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อฤดูกาลที่แล้วคือตัวอย่างอันชัดแจ้งแทงตรงจุด เนื่องเพราะไม่ได้มีแค่ทีมดังระดับ "บิ๊กซิ๊กซ์" เท่านั้น
ทีมอย่าง เลสเตอร์ ซิตี้, เชฟฯ ยูไนเต็ด, วูล์ฟส์ และเบิร์นลี่ย์ ยังอุตส่าห์ได้ลุ้น
ทีนี้หากมองว่า หงส์แดง กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี จอง 2 เริ่มต้นบนตารางเรียบร้อย ขณะที่สิงห์บลูก็น่าจะเบียดเข้ามาอยู่ใน "ท็อปโฟร์" ได้ไม่ยาก เท่ากับเหลือเพียงโควต้าเดียวให้ชิงชัย
อดีตมหาอำนาจฟุตบอลเมืองผู้ดีอย่าง Manchester United คือหนึ่งในนั้น ขณะที่ ไอ้ปืนใหญ่ กับ ไก่เดือยทอง น่าจะทำผลงานได้ไฉไลกว่าฤดูกาลที่ผ่านมา
เลสเตอร์ ซิตี้ ก็ถือว่ามีลุ้นเล็กๆ โดยอาจรวมถึงทีมนอกสายตาเหมือนฤดูกาลที่แล้วที่ วูล์ฟส์, เชฟฯ ยูไนเต็ด และเบิร์นลี่ย์ เคยทำเอาไว้ ซึ่งบางทีฤดูกาลนี้อาจหมายถึง เอฟเวอร์ตัน หรือ ลีดส์ ยูไนเต็ด ก็เป็นได้
.
4. ศูนย์รวมยอดกุนซือ
กุนซืออันดับ 1 และ 2 ของโลกในทุกวันนี้อย่าง เจอร์เก้น เยือร์เกิน คล็อพ กับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อยู่ใน Premier League 
ระดับอ๋องอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ คุม ท็อตแนมฯ
ขนาดทีมระดับกลางๆ อย่าง เอฟเวอร์ตัน ยังอุตส่าห์มี คาร์โล อันเชล็อตติ เป็นกุนซือ
ลีดส์ ยูไนเต็ด ก็มีกุนซือระดับปรมาจารย์อย่าง มาร์เซลโล่ 
บิเอลซ่า
เลสเตอร์ ซิตี้ มี เบรนแดน ร็อดเจอร์ส
แล้วไหนจะพวกกุนซือรุ่นใหม่อย่าง แฟร้งค์ แลมพาร์ด หนึ่งเดียวที่เป็นคนเมืองผู้ดี, โอเล่ กุนนาร์ โซลชา และที่กำลังมาแรงอย่าง มิเกล อาร์เตต้า 
คงไม่มีลีกไหนในโลกที่อุดมด้วยยอดฝีมือมากขนาดนี้แล้ว
5. น้องใหม่ใน Premier League 
ผมหมายถึงผู้เล่นระดับดาวดังที่เลื้อยตูดมาค้าแข้งใน Premier League เป็นครั้งแรกฤดูกาลนี้
ติโม แวร์เนอร์ กับ ไค ฮาแวร์ตซ์ จาก บุนเดสลีกา
เฟอร์ราน ตอร์เรส และ โรดริโก้ จาก ลา ลีกา  
อัลลัน จาก กัลโช่ เซเรีย อา
ติอาโก้ ซิลวา, มาล็อง ซาร์ และกาเบรียล จาก ลีก เอิง
ฟาบิโอ ซิลวา จาก ลีก โปรตุเกส
ฮาคิม ซีเย็ช กับ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ก็มาจากทีมที่ดีที่สุดในลีกดัตช์ 
ขนาดดาวเตะระดับโลกอย่าง ฮาเมส โรดริเกซ ยังยอมลดตัวมาอยู่กับ เอฟเวอร์ตัน เลยคุณ
และบางทีคำว่า "น้องใหม่" อาจหมายรวมถึงการหวนคืนสู่ลีกสูงสุดของ ลีดส์ ยูไนเต็ด ด้วย หลังจากหายไปหน้าหายตาไปนานกว่า 15 ปี
ภารกิจของทีมยูงทองผยองเดชคือต้องเอาตัวรอดใน Premier League ให้ได้เป็นเริ่มต้น 
ส่วนโบนัสที่ Premier League ได้รับจากการกลับมาของ ลีดส์ ยูไนเต็ด คือ "สงครามกุหลาบ" ศึกฟาดแข้งที่มีอัตราความเดือดดาลเยอะที่สุดเกมหนึ่งของเมืองมนุษย์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *